| Anuchat's profileExperience More Get MorePhotosBlogLists | Help |
|
April 19 เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น...ที่ระนอง...ตอนเกาะสอง..เมื่อก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมาก็ได้โอกาสไปเที่ยวจ.ระนองตามคำเชิญของพี่ที่รู้จัก ซึ่งเขาชวนไปเที่ยวมาตั้งนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสเสียที
ระนองเท่าที่เคยได้ยินคงเป็นชื่อที่ว่าเมืองฝนแปดแดดสี่ คือปีหนึ่งฝนตกแปดเดือนแดดออกสี่เดือนเท่านั้น นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องของบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในประเทศ
เช้าของวันที่ 8 เม.ษ. รถทัวร์จอดให้เราลงหน้าบ้านพี่ที่เราไปเที่ยวหาพอดีเป๊ะ รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อยจากการเดินทางทั้งคืน พี่เขาก็เลยขับรถพาพวกเราไปอาบน้ำกัน (เพราะวันที่ไปบ้านพี่เขาน้ำไม่ไหล) ที่วัด..เป็นครั้งแรกที่จะได้อาบน้ำพุร้อน ที่ๆไปอาบน้ำเป็นวัดแห่งหนึ่ง(จำชื่อไม่ได้) ตั้งอยู่ใกล้ๆกับบ่อน้ำพุร้อน บ่อพ่อแม่ลูก ที่นี่มีห้องอาบน้ำพุร้อนไว้บริการด้วย ค่าบริการก็ตามแต่ศรัทธาว่าจะหยอดเงินทำบุญเท่าไหร่ อาบน้ำกันสดชื่นแล้ว วันนี้เราจะออกไปเที่ยว อ.เกาะสองประเทศพม่ากัน...
การข้ามไปประเทศพม่าทางด่านจ.ระนองในปัจจุบันนี้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด สำหรับคนไทย แค่เตรียมบัตรประชาชนถ่ายเอกสาร 3 ใบ พร้อมรูปถ่าย 3 รูปก็สามารถทำใบข้ามแดนไปเที่ยวเมืองหม่องได้เเล้ว..
พี่เขาขับรถพาพวกเราวนรอบๆตลาดสะพานปลาแถวๆท่าเรือ ภาพที่เห็นคือความโกลาหลของผู้คนทั้งพ่อค้าแม่ค้า ชาวประมงทั้งคนไทยและพม่าที่กำลังค้าขายสินค้าอยู่ มองไปรอบๆ ป้ายร้านรวงต่างๆเขียนไว้ทั้งภาษาไทยและพม่า ดูแล้วเหมือนมาต่างประเทศจริงๆ
พวกเราเหมาเรือเช่าที่ไปเกาะสองในราคา 400 บาททั้งไปและกลับ แต่ถ้าไม่อยากเหมาก็ต้องรอจนเรือเต็ม คิดเที่ยวละ 50 บาท
จริงๆแล้วเกาะสอง (Kawthaung) ไม่ได้เป็นเกาะอย่างที่เราเข้าใจตั้งแต่เเรก แต่เป็นชื่ออำเภอๆหนึ่งในเขตตะนาวศรี (Tanessarim Division) ซึ่งตั้งอยู่ปลายแหลมสุดของประเทศพม่า ดังนั้นการอ่านว่า "เกาะสอง" ก็คงเป็นการอ่านที่ง่ายสำหรับคนไทยมากกว่า..
เรือพาเราล่องแม่น้ำกระบุรีออกไปยังทะเลอันดามัน บ้านเรือนน้อยใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ในฝั่งไทยเราส่วนใหญ่จะเป็นบ้านไม้ เสาไม้ซะมาก แต่เข้าฝั่งพม่าแล้ว กลับมีบ้านปูนซะส่วนมาก..น้ำทะเลแถบนี้ถือได้ว่ายังสดใหม่และเป็นธรรมชาติอยู่มาก นั่งเรือไปสามารถมองเห็นน้ำทะเลที่แยกตัวออกจากกันเป็นสามสีพร้อมฝูงปลาตัวเล็กๆที่ว่ายอยู่ได้ พี่คนขับเรือชี้ให้เราดูรีสอร์ทชื่อดังที่นักท่องเที่ยวชอบไปดำน้ำกัน และที่สำคัญคือไปเล่นคาสิโน..พี่เขาบอกเราว่ามีนักร้องลูกทุ่งหน้าหวานคนหนึ่งมาเล่นบ่อยมาก..(ขอสงวนชื่อ อิอิ) อากาศตอนขาไปเกาะสองวันนี้แจ่มใส ลมพัดเรือยๆ แต่ก็ร้อนพอสมควร...
ทันทีที่เรือเทียบท่าฝั่งเกาะสอง หนุ่มพม่าตัวดำๆ คนหนึ่งก็กระโดดเกาะเรือของเรา อาสาที่จะพาไปเที่ยว ซึงพวกเราเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหน แต่พี่คนไทยที่ขับเรือก็บอกเราว่าให้เขาพาเที่ยวก็ดี แล้วก็ปลอดภัยไม่ต้องกลัวอันตรายเพราะโทษของคนทำผิดกม.ในประเทศนี้ค่อนข้างรุนแรง..
ตาไกด์เถื่อนคนนี้เขามาแนะนำตัวสวัสดีกับเราด้วยภาษาไทยที่ฟังยาก หน้าตาที่ดูลอกแลกพิกลๆ ทำให้เราหวั่นๆเหมือนกัน เราสื่อสารออกไปด้วยภาษาไทย แต่กลับรู้สึกว่าเขาไม่รู้เรื่อง แล้วก็พยายามตอบกลับมาเป็นภาษาไทยที่เราไม่เข้าใจเลย...
เราเองขี้เกียจคุยก็เลยเดินไปตามหลังคาวัดที่เห็นมาตั้งแต่ตอนอยู่ในเรือ เจดีย์สีทองทรงเดียวกับเจดีย์ชเวดากองเป็นสิ่งบอกทางในเราเข้าไปหา..แต่ไอ้เจ้าหนุ่มพม่าตัวดำยังคงตามเราไม่เลิก
วัดที่เราเเวะเป็นที่แรกชื่อวัดปยีต่อเอย์ (Pyitawaye) ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ตัววัดไม่ใหญ่มาก รอบๆเป็นซุ้มพระประจำวันเกิดเหมือนกับที่เจดีย์ชเวดากองที่ย่างกุ้ง วันนั้นร้อนมากๆ พวกเราไหว้พระอย่างลุกลี้ลุกลน เพราะร้อนเท้ามาก ที่พม่านี้ไม่ว่าวัดไหนก็ตามห้ามใส่รองเท้าเข้าวัดเด็ดขาด ถุงเท้าหรือถุงน่องก็ไม่ได้...พวกเราก็เลยเดินเขย่งเป็นม้าเที่ยวถ่ายรูปรอบๆวัด..บนวัดนี้ยังสามารถชมวิวรอบปลายแหลมสุดของประเทศพม่าได้ มองเห็นฝั่งไทยอยู่ลิบๆ พร้อมกับเกาะน้อยใหญ่ในคาบสมุทรมะริด (Mergui Archipelago) เรียงรายบนทะเลสีเขียวมรกต มีเรือสำราญ และเรือประมงน้อยใหญ่ขับตัดผ่านจนทะเลแหวกน้ำเป็นริ้วสีขาว ดูสวยงามมากๆ...
เราชมวิวอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องหันมาหัวเสียใส่เจ้าหนุ่มพม่าที่ยืนยิ้มยิงฟันดำที่พยายามบอกเราว่าจะพาไปที่อื่นต่อ...พวกเราอยากเดินดูเที่ยวเมืองเองแต่ต้องมารำคาญไอ้เจ้านี้ก็เลยเริ่มเซ็งเล็กน้อย เราจึงตัดสินใจยืนแบ็งค์ห้าสิบไปให้พร้อมบอกด้วยภาษาพม่าที่กระท่อนกระเเท่นของเราว่าไปได้แล้ว จะแวะกินน้ำแถวนี้ เขาก็เหมือนจะรู้เรื่อง แล้วเราก็แวะกินน้ำชากันตรงร้านเล็กๆ ใกล้ๆกับทางขึ้นของวัด...
มาที่นี่สามารถใช้เงินบาทไทยได้อย่างสบายใจ
พวกเรานั่งกินน้ำชาสักพัก พร้อมที่จะลุยต่อ และมองซ้ายขวาแล้วด้วยว่าไอ้เจ้าหม่องนั่นไม่อยู่แล้ว...เราก็รีบเผ่นแน้บไปยังร้านขายของที่ระลึกแถบนั้น แต่เหมือนเวรกรรมที่ทำมาด้วยกันในชาติที่แล้ว เจ้าหม่องนี่มันก็โผล่ออกมาแล้ววิ่งไล่ตามเราสามคน..จนถึงร้านขายขอแล้วก็เข้าไปหลบในร้าน พวกเราสงสัยขึ้นมาว่าเขาอาจจะได้เงินเล็กๆน้อยๆจากการที่พานักท่องเที่ยวมาซื้อของที่ร้าน แต่เราไม่ได้สนใจหล่ะ ตอนนี้สายตาต่างจ้องไปที่ของฝากกันถ้วนหน้า สาวๆสองคนที่มาด้วยอยากเเปลงร่างเป็นสาวพม่าทันควัน เพราะทั้งคู่ต่างกระโจนไปเลือกแป้งทานาคากระปุกกันใหญ่ พร้อมๆกับต่อราคาเสื้อยืดลายภาษาพม่า และผ้าถุงกันอย่างเมามัน..
ส่วนเราก็ไม่ได้ซื้ออะไรมากเพราะของส่วนใหญ่ก็เคยซื้อแล้วตอนไปย่างกุ้ง..
เราบอกกับคนขายที่เป็นคนพม่าเชื้อสายมาเลย์ว่าให้บอกไอ้เจ้าหม่องนั่นว่าไปได้แล้ว เดี๋ยวจะเดินเที่ยวกันเอง...เขาก็ทำเป็นเหมือนเข้าใจแต่ไหงพอออกจากร้านแล้วก็ยังจะตามมาอีกก็ไม่รู้..ตอนนี้เราสามคนนึกขึ้นได้ทันทีว่าขนาดภาษาพม่ายังไม่รู้เรื่องเพราะฉะนั้นไอ้เจ้านี่ต้องบ้าชัวร์...ฮือๆๆ ไล่ก็ไม่ยอมไป เจอคนบ้าพม่าเข้าแล้วกรู....
เราเดินอย่างไม่สนใจว่ามีเจ้าหม่องนี้ตามอยู่ ในเมืองเกาะสองนี้ นอกจากวัดวาอารามแล้วก็มีแค่อนุสาวรีย์พระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งเราไม่ค่อยอยากไปกัน อีกทั้งยังรำคาญเจ้าหมอนี่ด้วยก็เลยได้แต่เดินดูรอบๆตลาดซึ่งไม่มีอะไรเป็นพิเศษมากนัก เหมือนๆกับตลาดเมืองท่าทั่วไปที่ทำการประมง ขายผักปลา แล้วก็ไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ พวกเราเลยตัดสินใจเดินกลับไปที่เรือเพื่อกลับระนอง......
เหมือนได้รับอิสรภาพกลับคืนมาเมื่อขึ้นเรือ โดยที่มีเจ้าหม่องนั้นมองมาตาปริบๆ
พวกเราเช่าเหมาเรือกันมากันสามคน แล้วไหงขากลับมีคนพม่ามาด้วยอีกห้าหกคนอ่ะเนี่ย งงจริงๆเลย แต่ก็เอาเถอะพวกเราก็ไม่ได้แย้งอะไรคนขับเรือเท่าไหร่ ขอให้ขับกลับให้เราก็พอ...
มีเรื่องวุ่นๆตอนผ่านด่านออกจากน่านน้ำพม่า เมื่อมีเด็กพม่าคนหนึ่งติดมากับเรือเรา แล้วไม่รู้ว่าเป็นลูกใคร ตอนแรกพวกเรานึกว่าเป็นลูกของครอบครัวที่มาด้วย แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตม.ถามกลับไม่ใช่ เด็กนั่นก็ทำหน้าเหรอหรา แล้วมันก็มองมาทางพวกเรา...อ้าว..เวรแล้วสิ ถ้าชี้มาที่เราก็ซวยสิ เด็กนั่นเจรจากับตม.ไม่รู้เรื่อง จนในที่สุดก็เดินมาที่เรือแล้วเอาเงิน 200 บาท จากครอบครัวพม่าที่มาด้วยกันไปจ่ายให้ตม.พม่าเฉยเลย....พวกเรางงอยู่พักหนึ่ง สรุปว่าพวกนี้เขามาด้วยกัน หรือรู้จักกันไม๊เนี่ย...แล้วแค่ 200 ก็ลักลอบข้ามมาประเทศเราได้แล้วเหรอเนี่ย...??
เรือออกมาได้สักสิบนาที มองไปทางไหนก็เป็นทะเลๆ แต่ขากลับนี้กลับไม่สดชื่นแจ่มใสอย่างขามาเสียแล้ว...
เบื้องหน้าเราคือห่าฝนที่ตกอยู่กลางทะเล ทำเอาพวกเราชะงักไปครู่หนึ่ง พร้อมรีบฉวยร่มที่เรือเตรียมไว้ขึ้นมากางกันฝน ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่พวกเรากำลังจะหันหัวเรือไปทางนั้น..
ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเห็นฝนตกกลางทะเลที่เวิ้งว้างเป็นครั้งแรก คลื่นก็เริ่มแรงขึ้นๆ จนพวกเราใจเสีย ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ให้กันโดยไม่ได้พูดอะไร เรือก็โคลงเคลงๆตามแรงคลื่นที่ตีเข้ามาที่ตัวเรืออย่างน่าใจหาย...ในใจตอนนั้นก็นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วเหมือนกันเพราะเรือโคลงแรง และถ้าคว่ำก็ไม่มีเสื้อชูชีพ เราก็คงตายอย่างเดียว...
ไม่มีเสียงคุยกัน ทุกคนเงียบสนิท ได้ยินแต่เสียงคลื่นตีเรืออย่างดุเดือด..ถ้าไม่มีเสียงคลื่นก็คงได้ยินเสียงหัวใจของทุกคนเต้นแทบไม่เป็นจังหวะแน่ๆ
ความตายอยู่ใกล้นิดเดียว....ในใจเราคิดเหมือนกันว่า ถ้าเรือมันล่มจะทำไงดี แล้วถ้าตายไปเนี่ยจะมีใครรู้ไหมว่าเรามาตายที่นี่...นึกกลับไปก็เสียวอยู่มากมายเหมือนกัน....
ในที่สุดก็ฝ่าห่าพายุตรงนั้นมาได้ คงจะต้องยกความดีความชอบให้คนขับเรือที่พาพวกเราโคลงเคลงจะคว่ำไม่คว่ำมาจนรอดถึงฝั่งจ.ระนอง
ตอนลงเรือขาไประนองยังแดดจ้า ร้อนมากๆ แต่ขากลับฝนกลับตกพรำๆ แต่ก็ช่วยคลายร้อนจากความเครียดเมื่อสักครู่ได้บ้าง
รถพี่เจ้าบ้านมารับเราที่ท่า ถามถึงเรื่องฝนฟ้าอย่างรู้ทัน แล้วก็พาเราไปหาไรกินกลางวันกันที่บ้าน ตอนนั้นเราเห็นเด็กพม่าคนนั้นขึ้นจากท่าเรือเข้ามาจ.ระนองด้วย คิดๆอยู่ว่าไอ้เจ้าเด็กคนนี้มันจะไปที่ไหนหนอ...
Comments (3)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://anuchat5.spaces.live.com/blog/cns!EFC7DE188ECEA711!487.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|