Profil de AnuchatExperience More Get MorePhotosBlogListes Outils Aide

Experience More Get More

Photo 1 sur 10
27 octobre

Comer de españoles

Los españoles gastamos 1.575 euros al año

en comer fuera de casa

Los “menús del día” son la primera opción en restaurantes, pero no ofrecen variedad

Un plato de verduras siempre debe de formar parte del menú del mediodía. 

Por la OCU
Las prisas y el trabajo hacen que cada vez dediquemos menos tiempo a la comida. La opción más habitual para los españoles es la del menú del día en el restaurante más próximo a la oficina, y ahora sabemos que gastamos 1.575 euros al año a comer fuera de casa.

Al menos estos son los datos que se desprenden de un estudio que la Organización de Consumidores y Usuarios (OCU) ha realizado sobre los menús del día que ofrecen los restaurantes. En concreto, se han analizado 400 menús de 100 restaurantes de Barcelona, Bilbao, Madrid, Málaga, Sevilla, Valencia, Vigo y Zaragoza. El objetivo del estudio era aclarar si la oferta permite componer un menú semanal equilibrado de acuerdo con las recomendaciones nutricionales. Entre las conclusiones del estudio destaca que el 88% de los menús analizados no son variados.

La importancia de un menú equilibrado

El 26 por ciento de los españoles come fuera de casa, de ellos, 8 de cada 10 (9 millones de personas) recurren al menú del día. Por tanto, un menú variado y equilibrado es clave para una dieta sana. Sin embargo, el estudio ha detectado una carencia de legumbres y huevos en este tipo de menús. El pan integral, alimento muy recomendable, es muy difícil encontrarlo en el menú del día. De hecho en 5 de las 8 ciudades visitadas por la OCU, esta no lo ha encontrado.

Si se analiza el menú diario semanal, sólo 4 restaurantes de los visitados ofrecen todos los días un menú ajustado al ideal. Un 73 por ciento de los restaurantes obtiene una mala calificación porque la frecuencia con la que ofrecen uno o varios de los platos imprescindibles no supera las dos veces a la semana.

El informe de la OCU indica que el precio medio de los menús del día estudiados es de 9,5 euros. Se da la circunstancia de que el menú más caro (20 euros) y el más barato (5,9 euros) se han localizado en Sevilla. Por ciudades, la más cara Zaragoza, con un precio medio de 12,85 €. La ciudad más barata del estudio, Málaga, con una media de 7,55 €.

Además, muchos restaurantes incumplen la obligación de mostrar sus precios al público con el IVA incluido. En concreto, 15 de los 100 restaurantes visitados no indicaban el IVA. Destaca la ciudad de Barcelona, en 11 de los 20 restaurantes que la OCU visitó, no se indicaba al público el precio correcto con el IVA incluido.

Así pues, aquí ofrecemos una serie de consejos para aquellos que coman fuera de casa, obtenidos de los datos obtenidos en este estudio a la Agencia Española de seguridad Alimentaria y Nutrición (AESAN) y al Instituto Nacional de Consumo (INC):

- Intentar tomar siempre un plato principal o una guarnición de verduras, así como una ración de hidratos de carbono.

- Dar preferencia a las preparaciones al horno, a la plancha o al vapor, antes que a los fritos o a los guisos, por lo general más salados y más grasos.

- No salar los platos antes de probarlos.

- Preguntar la posibilidad de tomar medio menú o medias raciones. Los menús van dirigidos por igual a quienes realizan trabajo físico intenso en su trabajo y a los que tienen un trabajo más sedentario.

- Escoger pan integral, si existe la posibilidad.

- La mejor bebida, el agua.

- El postre más adecuado la fruta fresca de temporada. También es aconsejable un postre lácteo no muy dulce de vez en cuando.

- Componer la cena en función de lo que se haya tomado en la comida principal. Un adulto debe tomar cada semana dos o tres raciones de legumbres y cinco de huevos.

Paella-mixta

http://www.hola.com/actualidad/200810106764/ocu/gasto/restaurantes/1/ 

 

24 octobre

หายไปไหนมาตั้งนาน.....

 
หายไปไหนมาตั้งนาน.....

                ร้างลากับการเขียนข้อความสู่สาธารณะมานาน.. จริงๆสาเหตุหลักไม่ใช่อะไรหรอก นอกจากไม่มี เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ห้องแล้ว ก็เลยพาลทำให้ไม่สะดวกที่จะเขียนอะไร ครั้นจะใช้คอมที่ทำงานเล่นก็กะไรอยู่

                พูดถึงชีวิตตอนนี้มันช่างแสนเรียบง่าย และพอเพียงเสียเหลือเกิน วันๆก็ทำงานๆเสร็จแล้วก็กลับห้องนอน ทำแบบนี้ซ้ำๆกันไปในหนึ่งอาทิตย์ แต่โชคยังดีที่ตัวงานไม่ทำให้เรารู้สึกเบื่อกับงาน อีกทั้งยังให้เราได้พยายามคิดหาอะไรใหม่ๆทำด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ก็มีบางครั้งที่อุตส่าห์คิดให้แล้ว ยังต้องทำเองอีก เพราะในองค์กรเองยังไม่มีการจัดการเกี่ยวกับเรื่องคน ที่ดีนัก รวมทั้งความไม่สามัคคีกันบ้างในบางส่วนที่ทำให้รู้สึกแย่ๆ เมื่อต้องการที่จะต้องประสานงานอะไรกับใคร ดูแล้วสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ดีแท้ ยังไงก็ยังเชื่อว่า สามัคคีคือพลัง อยู่เสมอ ไม่รีบสามัคคีเดี๋ยวอสรพิษข้างๆบ้านมากัดตายไม่รู้ด้วยนะ

                จริงๆอยากจะบ่นเรื่องของปัญหาปากท้องบ้างเหมือนกัน เดี๋ยวนี้วันหนึ่ง 100 บาทเนี่ยแทบจะไม่พอ เงินหายจากกระเป๋าเราไปได้เร็วจริงๆ ด้วยความเป็นคนที่ขี้เกียจและไม่จดรายการบันทึกรายรับรายจ่ายด้วย (จริงๆมีแต่รายจ่าย)  พอสิ้นเดือนทีก็มานั่งงงๆว่าทำไมเงินจะหมดแล้ว ใช้อะไรไปบ้าง.. ทั้งๆที่ไม่ได้ไปเที่ยวไหน หรือกินเหล้ายาอะไร (มีแต่เบียร์บางครั้งบางคราว) แต่จริงๆที่หมดเยอะก็คงเป็นเรื่องของเงินสังคมกับเพื่อนๆพี่ๆที่ทำงานนั่นแหละ ร้านไหนอร่อยไปลองกัน เดือนๆหนึ่งหลายๆครั้งเข้าก็หมดเยอะเหมือนกัน สัญญากับตัวเองว่าจะพยายามหารายได้เสริมเพิ่มมากขึ้นอย่างน้อยก็หาอะไรที่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นทำไปเรื่อยๆ ทั้งงานสอนหรือแปล แต่มันก็ไม่ได้หาง่ายนักหรอกในตอนนี้....

 
 
DSC02150
 
18 juillet

เรื่องที่น่าดีใจ...

วันนี้มีเรื่องดีใจ......................
 
 
                                                 
                                                                                    
                                                                                    
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หลานวัยอนุบาลของเราเขียน ก-ฮ กับชื่อตัวเองได้แล้ว
 
 
 
 
 
9 mai

ตุ๋นแบบญี่ปุ่น...

   ญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูงมากประเทศหนึ่งในโลกเลยก็ว่าได้ ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงคนไหนทำงานเลิกดึกๆ กลับบ้านเที่ยงคืนตีหนึ่งก็ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะมีสี่แยกปากหมาคอยมาแซว หรือถ้าโหดหน่อยก็ถูกฉุดกระชากลากถูไปทำย่ำยีให้เสียชื่อเสียงหรือเสียชีวิตไปเลย อย่างประเทศเราที่เป็นข่าวเสียจนชินชา มิหนำซ้ำผู้ทำผิดก็ไม่เห็นได้รับโทษที่สมควรเลยแม้แต่น้อย...แต่ใช่ว่าญี่ปุ่นจะไม่มีอาชญากรรม หรือการหลอกหลวงต้มตุ๋นเสียเลย

  
   วันนี้ก็เลยจะเอาเรื่องตุ๋นๆของแดนปลาดิบที่กำลังเกิดขึ้นอย่างมากมาแนะนำให้รู้จักกันนะ..แต่บางอันก็คงจะมีในบ้านเราเหมือนกัน...
 
ก่อนอื่นเรามาแนะนำศัพท์คำว่า "ฉ้อโกง" หรือ "ต้มตุ๋น" กันก่อน
ภาษาญี่ปุ่นก็จะใช้คำว่า 詐欺 (Sagi)
詐欺を働く (sagi wo hataraku) (ก.) โกง หลอกลวง ต้มตุ๋น
詐欺師      (sagishi)  (น.)  คนหลอกลวง นักต้มตุ๋น
詐欺行為  (sagi koui) (น.) พฤติกรรมการหลอกลวงหรือการโกง
 
แล้วพวกญี่ปุ่นเขาต้มตุ๋นกันแบบไหนนะ.....
 
1. オレオレ詐欺 (Ore Ore Sagi) เป็นพวกที่สุ่มโทรมาหาคนแก่ แล้วหลอกว่าเป็นลูกเป็นหลาน โดยจะพูดว่า Ore Ore ซึ่งคำนี้แปลว่า "ผม (ใช้กับคนสนิทมากๆ หรือญาติ)" ก็คงประมาณว่า "ผมเองไงยาย หลานยายหน่ะ..."  แล้วบอกว่าตอนนี้กำลังเดือดร้อน เช่นรถชนบ้างหล่ะ แล้วก็บอกให้โอนเงินไปช่วยค่ารักษาพยาบาลหรือค่าปรับ คนแก่ๆ ก็จะเชื่อแล้วก็หลวมตัวโอนเงินให้ไป
 
2. 振り込め詐欺 (Furikome Sagi)
Furikome แปลว่า ฝากเงิน
ก็เป็นการหลอกคนแก่เหมือนเดิม แต่วิธีนี้ไม่ได้หลอกว่าเป็นลูกหลานเท่านั้น แต่จะหลอกแบบอ้างอิงญาติคนอื่นด้วย เช่นบอกว่าตอนนี้ญาติคนโน้นคนนี้ประสบอุบัติเหตุ หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่แล้วแต่จะหลอก แล้วบอกให้โอนเงินไปช่วยหน่อย
 
3. 貸します詐欺 (Kashimasu Sagi)
Kashimasu มาจากคำกริยา Kasu ที่แปลว่า ให้ยืม
วิธีนี้ก็จะหลอกล่อเหยื่อโอนเงินมาให้ยืมก่อน เพราะต้องใช้เงินเร่งด่วน และจะรีบคืนเงินให้มากกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งวิธีนี้ต้องใช้กลวิธีในการพูดจูงใจสูงมาก และส่วนใหญ่จะใช้ภาษาที่สุภาพมากๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือจริงๆ จนเหยื่อตายใจแล้วก็หลงกล
 
4. 点検商法 (Tenken Shouhou)
Tenken แปลว่า การตรวจเช็คสภาพ 
Shouhou แปลว่า กฎหมายการค้า
วิธีนี้จะไม่ผ่านทางโทรศัพท์หล่ะ แต่จะเข้าประชิดตัวเลยทีเดียว โดยการแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับบ้านและที่ดินมาตรวจตราสภาพของบ้าน แล้วก็จะขอเข้าไปในบ้าน อ้างโน่นอ้างนี่ว่าบ้านอยู่ในสภาพเสี่ยงแผ่นดินไหวบ้างหล่ะ แล้วก็โน้มน้าวใจให้เหยื่อเชื่อตามจนทำการซ่อมแซมกับตนเองโดยเจ้าของบ้านก็จะหลวมตัวเสียค่าซ่อมนั้นไปฟรีๆ ทั้งๆที่บ้านไม่ได้เป็นอะไรเลย..
 
ดูๆแล้วสงสารคนแก่ญี่ปุ่นจังเน้อะ ว่าไม๊...
 
เรียบเรียงจาก http://jstudy.alc.co.jp/ 
 
 
 
 
 
19 avril

เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น...ที่ระนอง...ตอนเกาะสอง..

เมื่อก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมาก็ได้โอกาสไปเที่ยวจ.ระนองตามคำเชิญของพี่ที่รู้จัก ซึ่งเขาชวนไปเที่ยวมาตั้งนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสเสียที
 ระนองเท่าที่เคยได้ยินคงเป็นชื่อที่ว่าเมืองฝนแปดแดดสี่ คือปีหนึ่งฝนตกแปดเดือนแดดออกสี่เดือนเท่านั้น นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องของบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในประเทศ
เช้าของวันที่ 8 เม.ษ. รถทัวร์จอดให้เราลงหน้าบ้านพี่ที่เราไปเที่ยวหาพอดีเป๊ะ รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อยจากการเดินทางทั้งคืน พี่เขาก็เลยขับรถพาพวกเราไปอาบน้ำกัน (เพราะวันที่ไปบ้านพี่เขาน้ำไม่ไหล) ที่วัด..เป็นครั้งแรกที่จะได้อาบน้ำพุร้อน ที่ๆไปอาบน้ำเป็นวัดแห่งหนึ่ง(จำชื่อไม่ได้) ตั้งอยู่ใกล้ๆกับบ่อน้ำพุร้อน บ่อพ่อแม่ลูก ที่นี่มีห้องอาบน้ำพุร้อนไว้บริการด้วย ค่าบริการก็ตามแต่ศรัทธาว่าจะหยอดเงินทำบุญเท่าไหร่ อาบน้ำกันสดชื่นแล้ว วันนี้เราจะออกไปเที่ยว อ.เกาะสองประเทศพม่ากัน...
 การข้ามไปประเทศพม่าทางด่านจ.ระนองในปัจจุบันนี้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด สำหรับคนไทย แค่เตรียมบัตรประชาชนถ่ายเอกสาร 3 ใบ พร้อมรูปถ่าย 3 รูปก็สามารถทำใบข้ามแดนไปเที่ยวเมืองหม่องได้เเล้ว..
  พี่เขาขับรถพาพวกเราวนรอบๆตลาดสะพานปลาแถวๆท่าเรือ ภาพที่เห็นคือความโกลาหลของผู้คนทั้งพ่อค้าแม่ค้า ชาวประมงทั้งคนไทยและพม่าที่กำลังค้าขายสินค้าอยู่ มองไปรอบๆ ป้ายร้านรวงต่างๆเขียนไว้ทั้งภาษาไทยและพม่า ดูแล้วเหมือนมาต่างประเทศจริงๆ
  พวกเราเหมาเรือเช่าที่ไปเกาะสองในราคา 400 บาททั้งไปและกลับ แต่ถ้าไม่อยากเหมาก็ต้องรอจนเรือเต็ม คิดเที่ยวละ 50 บาท
  จริงๆแล้วเกาะสอง (Kawthaung) ไม่ได้เป็นเกาะอย่างที่เราเข้าใจตั้งแต่เเรก แต่เป็นชื่ออำเภอๆหนึ่งในเขตตะนาวศรี (Tanessarim Division)  ซึ่งตั้งอยู่ปลายแหลมสุดของประเทศพม่า ดังนั้นการอ่านว่า "เกาะสอง" ก็คงเป็นการอ่านที่ง่ายสำหรับคนไทยมากกว่า..
  เรือพาเราล่องแม่น้ำกระบุรีออกไปยังทะเลอันดามัน บ้านเรือนน้อยใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ในฝั่งไทยเราส่วนใหญ่จะเป็นบ้านไม้ เสาไม้ซะมาก แต่เข้าฝั่งพม่าแล้ว กลับมีบ้านปูนซะส่วนมาก..น้ำทะเลแถบนี้ถือได้ว่ายังสดใหม่และเป็นธรรมชาติอยู่มาก นั่งเรือไปสามารถมองเห็นน้ำทะเลที่แยกตัวออกจากกันเป็นสามสีพร้อมฝูงปลาตัวเล็กๆที่ว่ายอยู่ได้ พี่คนขับเรือชี้ให้เราดูรีสอร์ทชื่อดังที่นักท่องเที่ยวชอบไปดำน้ำกัน และที่สำคัญคือไปเล่นคาสิโน..พี่เขาบอกเราว่ามีนักร้องลูกทุ่งหน้าหวานคนหนึ่งมาเล่นบ่อยมาก..(ขอสงวนชื่อ อิอิ) อากาศตอนขาไปเกาะสองวันนี้แจ่มใส ลมพัดเรือยๆ แต่ก็ร้อนพอสมควร...
  ทันทีที่เรือเทียบท่าฝั่งเกาะสอง หนุ่มพม่าตัวดำๆ คนหนึ่งก็กระโดดเกาะเรือของเรา อาสาที่จะพาไปเที่ยว ซึงพวกเราเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหน แต่พี่คนไทยที่ขับเรือก็บอกเราว่าให้เขาพาเที่ยวก็ดี แล้วก็ปลอดภัยไม่ต้องกลัวอันตรายเพราะโทษของคนทำผิดกม.ในประเทศนี้ค่อนข้างรุนแรง..
  ตาไกด์เถื่อนคนนี้เขามาแนะนำตัวสวัสดีกับเราด้วยภาษาไทยที่ฟังยาก หน้าตาที่ดูลอกแลกพิกลๆ ทำให้เราหวั่นๆเหมือนกัน เราสื่อสารออกไปด้วยภาษาไทย แต่กลับรู้สึกว่าเขาไม่รู้เรื่อง แล้วก็พยายามตอบกลับมาเป็นภาษาไทยที่เราไม่เข้าใจเลย...
เราเองขี้เกียจคุยก็เลยเดินไปตามหลังคาวัดที่เห็นมาตั้งแต่ตอนอยู่ในเรือ เจดีย์สีทองทรงเดียวกับเจดีย์ชเวดากองเป็นสิ่งบอกทางในเราเข้าไปหา..แต่ไอ้เจ้าหนุ่มพม่าตัวดำยังคงตามเราไม่เลิก
  วัดที่เราเเวะเป็นที่แรกชื่อวัดปยีต่อเอย์ (Pyitawaye) ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ตัววัดไม่ใหญ่มาก รอบๆเป็นซุ้มพระประจำวันเกิดเหมือนกับที่เจดีย์ชเวดากองที่ย่างกุ้ง วันนั้นร้อนมากๆ พวกเราไหว้พระอย่างลุกลี้ลุกลน เพราะร้อนเท้ามาก ที่พม่านี้ไม่ว่าวัดไหนก็ตามห้ามใส่รองเท้าเข้าวัดเด็ดขาด ถุงเท้าหรือถุงน่องก็ไม่ได้...พวกเราก็เลยเดินเขย่งเป็นม้าเที่ยวถ่ายรูปรอบๆวัด..บนวัดนี้ยังสามารถชมวิวรอบปลายแหลมสุดของประเทศพม่าได้ มองเห็นฝั่งไทยอยู่ลิบๆ พร้อมกับเกาะน้อยใหญ่ในคาบสมุทรมะริด (Mergui Archipelago) เรียงรายบนทะเลสีเขียวมรกต มีเรือสำราญ และเรือประมงน้อยใหญ่ขับตัดผ่านจนทะเลแหวกน้ำเป็นริ้วสีขาว ดูสวยงามมากๆ...
  เราชมวิวอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องหันมาหัวเสียใส่เจ้าหนุ่มพม่าที่ยืนยิ้มยิงฟันดำที่พยายามบอกเราว่าจะพาไปที่อื่นต่อ...พวกเราอยากเดินดูเที่ยวเมืองเองแต่ต้องมารำคาญไอ้เจ้านี้ก็เลยเริ่มเซ็งเล็กน้อย เราจึงตัดสินใจยืนแบ็งค์ห้าสิบไปให้พร้อมบอกด้วยภาษาพม่าที่กระท่อนกระเเท่นของเราว่าไปได้แล้ว จะแวะกินน้ำแถวนี้ เขาก็เหมือนจะรู้เรื่อง แล้วเราก็แวะกินน้ำชากันตรงร้านเล็กๆ ใกล้ๆกับทางขึ้นของวัด...
             มาที่นี่สามารถใช้เงินบาทไทยได้อย่างสบายใจ
  พวกเรานั่งกินน้ำชาสักพัก พร้อมที่จะลุยต่อ และมองซ้ายขวาแล้วด้วยว่าไอ้เจ้าหม่องนั่นไม่อยู่แล้ว...เราก็รีบเผ่นแน้บไปยังร้านขายของที่ระลึกแถบนั้น แต่เหมือนเวรกรรมที่ทำมาด้วยกันในชาติที่แล้ว เจ้าหม่องนี่มันก็โผล่ออกมาแล้ววิ่งไล่ตามเราสามคน..จนถึงร้านขายขอแล้วก็เข้าไปหลบในร้าน พวกเราสงสัยขึ้นมาว่าเขาอาจจะได้เงินเล็กๆน้อยๆจากการที่พานักท่องเที่ยวมาซื้อของที่ร้าน แต่เราไม่ได้สนใจหล่ะ ตอนนี้สายตาต่างจ้องไปที่ของฝากกันถ้วนหน้า สาวๆสองคนที่มาด้วยอยากเเปลงร่างเป็นสาวพม่าทันควัน เพราะทั้งคู่ต่างกระโจนไปเลือกแป้งทานาคากระปุกกันใหญ่ พร้อมๆกับต่อราคาเสื้อยืดลายภาษาพม่า และผ้าถุงกันอย่างเมามัน..
  ส่วนเราก็ไม่ได้ซื้ออะไรมากเพราะของส่วนใหญ่ก็เคยซื้อแล้วตอนไปย่างกุ้ง..
เราบอกกับคนขายที่เป็นคนพม่าเชื้อสายมาเลย์ว่าให้บอกไอ้เจ้าหม่องนั่นว่าไปได้แล้ว เดี๋ยวจะเดินเที่ยวกันเอง...เขาก็ทำเป็นเหมือนเข้าใจแต่ไหงพอออกจากร้านแล้วก็ยังจะตามมาอีกก็ไม่รู้..ตอนนี้เราสามคนนึกขึ้นได้ทันทีว่าขนาดภาษาพม่ายังไม่รู้เรื่องเพราะฉะนั้นไอ้เจ้านี่ต้องบ้าชัวร์...ฮือๆๆ ไล่ก็ไม่ยอมไป เจอคนบ้าพม่าเข้าแล้วกรู....
  เราเดินอย่างไม่สนใจว่ามีเจ้าหม่องนี้ตามอยู่ ในเมืองเกาะสองนี้ นอกจากวัดวาอารามแล้วก็มีแค่อนุสาวรีย์พระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งเราไม่ค่อยอยากไปกัน อีกทั้งยังรำคาญเจ้าหมอนี่ด้วยก็เลยได้แต่เดินดูรอบๆตลาดซึ่งไม่มีอะไรเป็นพิเศษมากนัก เหมือนๆกับตลาดเมืองท่าทั่วไปที่ทำการประมง ขายผักปลา แล้วก็ไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ พวกเราเลยตัดสินใจเดินกลับไปที่เรือเพื่อกลับระนอง......
  
  เหมือนได้รับอิสรภาพกลับคืนมาเมื่อขึ้นเรือ โดยที่มีเจ้าหม่องนั้นมองมาตาปริบๆ
 
  พวกเราเช่าเหมาเรือกันมากันสามคน แล้วไหงขากลับมีคนพม่ามาด้วยอีกห้าหกคนอ่ะเนี่ย งงจริงๆเลย แต่ก็เอาเถอะพวกเราก็ไม่ได้แย้งอะไรคนขับเรือเท่าไหร่ ขอให้ขับกลับให้เราก็พอ...
  มีเรื่องวุ่นๆตอนผ่านด่านออกจากน่านน้ำพม่า เมื่อมีเด็กพม่าคนหนึ่งติดมากับเรือเรา แล้วไม่รู้ว่าเป็นลูกใคร ตอนแรกพวกเรานึกว่าเป็นลูกของครอบครัวที่มาด้วย แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตม.ถามกลับไม่ใช่ เด็กนั่นก็ทำหน้าเหรอหรา แล้วมันก็มองมาทางพวกเรา...อ้าว..เวรแล้วสิ ถ้าชี้มาที่เราก็ซวยสิ เด็กนั่นเจรจากับตม.ไม่รู้เรื่อง จนในที่สุดก็เดินมาที่เรือแล้วเอาเงิน 200 บาท จากครอบครัวพม่าที่มาด้วยกันไปจ่ายให้ตม.พม่าเฉยเลย....พวกเรางงอยู่พักหนึ่ง สรุปว่าพวกนี้เขามาด้วยกัน หรือรู้จักกันไม๊เนี่ย...แล้วแค่ 200 ก็ลักลอบข้ามมาประเทศเราได้แล้วเหรอเนี่ย...??
 เรือออกมาได้สักสิบนาที มองไปทางไหนก็เป็นทะเลๆ แต่ขากลับนี้กลับไม่สดชื่นแจ่มใสอย่างขามาเสียแล้ว...
  เบื้องหน้าเราคือห่าฝนที่ตกอยู่กลางทะเล ทำเอาพวกเราชะงักไปครู่หนึ่ง พร้อมรีบฉวยร่มที่เรือเตรียมไว้ขึ้นมากางกันฝน ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่พวกเรากำลังจะหันหัวเรือไปทางนั้น..
  ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเห็นฝนตกกลางทะเลที่เวิ้งว้างเป็นครั้งแรก คลื่นก็เริ่มแรงขึ้นๆ จนพวกเราใจเสีย ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ให้กันโดยไม่ได้พูดอะไร เรือก็โคลงเคลงๆตามแรงคลื่นที่ตีเข้ามาที่ตัวเรืออย่างน่าใจหาย...ในใจตอนนั้นก็นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วเหมือนกันเพราะเรือโคลงแรง และถ้าคว่ำก็ไม่มีเสื้อชูชีพ เราก็คงตายอย่างเดียว...
    ไม่มีเสียงคุยกัน ทุกคนเงียบสนิท ได้ยินแต่เสียงคลื่นตีเรืออย่างดุเดือด..ถ้าไม่มีเสียงคลื่นก็คงได้ยินเสียงหัวใจของทุกคนเต้นแทบไม่เป็นจังหวะแน่ๆ
  ความตายอยู่ใกล้นิดเดียว....ในใจเราคิดเหมือนกันว่า ถ้าเรือมันล่มจะทำไงดี แล้วถ้าตายไปเนี่ยจะมีใครรู้ไหมว่าเรามาตายที่นี่...นึกกลับไปก็เสียวอยู่มากมายเหมือนกัน....
 ในที่สุดก็ฝ่าห่าพายุตรงนั้นมาได้ คงจะต้องยกความดีความชอบให้คนขับเรือที่พาพวกเราโคลงเคลงจะคว่ำไม่คว่ำมาจนรอดถึงฝั่งจ.ระนอง
   ตอนลงเรือขาไประนองยังแดดจ้า ร้อนมากๆ แต่ขากลับฝนกลับตกพรำๆ แต่ก็ช่วยคลายร้อนจากความเครียดเมื่อสักครู่ได้บ้าง
   รถพี่เจ้าบ้านมารับเราที่ท่า ถามถึงเรื่องฝนฟ้าอย่างรู้ทัน แล้วก็พาเราไปหาไรกินกลางวันกันที่บ้าน ตอนนั้นเราเห็นเด็กพม่าคนนั้นขึ้นจากท่าเรือเข้ามาจ.ระนองด้วย คิดๆอยู่ว่าไอ้เจ้าเด็กคนนี้มันจะไปที่ไหนหนอ...
 
14 février

涙そうそう (Nadasousou)

หลังจากดูหนังเรื่อง Memoirs of Geisha ก็รู้สึกคิดถึงญี่ปุ่นขึ้นมาเหมือนกัน

ถึงแม้ญี่ปุ่น จะเป็นประเทศที่อยู่อยากด้วยเพราะกฎระเบียบของสังคมที่เข้มงวด และความคิดอ่านของคนในชาติที่ซับซ้อนเกินกว่าคนไทยแบบสบายๆ อะไรๆก็ไม่เป็นไร อย่างเราจะทนอยู่ในกรอบนั้นได้
แต่ชีวิตตอนนั้นก็อิสระ อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนก็ไป แต่ก็ต้องจัดการกับตัวเองเยอะหน่อย ต้องทำกับข้าวเอง ต้องซักผ้าเอง หาซื้อข้าวของเครื่องใช้เอง ทำบัญชีเงินรายรับรายจ่าย รวมถึงต้องเรียนอีกด้วย
ถือว่าโชคดี ที่อยู่ที่นั่นนอกจากได้เจอเพื่อนๆพี่ๆคนไทยด้วยกันที่ใจดี เพื่อนต่างชาติ รวมทั้งคนอื่นๆ ที่ได้เจอก็ต่างเป็น ความทรงจำดีๆทั้งนั้น พูดไปมันก็เหมือนฝันนะ เเป๊บเดียวเองก็สามปีมาแล้ว ไม่น่าเชื่อจริงๆ
เพลง Nadasousou (涙そうそう) นี้คงแทนความหมายของความทรงจำนั้นได้ดี เพราะเป็นเพลงยอดนิยมของคนญี่ปุ่นเพลงหนึ่ง พวกเราเองก็ร้องเพลงนี้ทุกครั้งที่ไปคาราโอเกะ..
 
古いアルバムめくり ありがとうってつぶやいた
(Furui arubamu mekuri arigatotte tsubuyaita)
เปิดดูอัลบั้มดูรูปเก่าๆ พร้อมพูดพึมพำออกมาว่าขอบคุณนะ
 
いつもいつも胸の中 励ましてくれる人よ
(Itsumo itsumo mune no naka hagemashindekureru hito yo)
ขอบคุณทุกคนที่คอยเป็นกำลังใจให้เสมอมา
 
晴れ渡る日も 雨の日も 浮かぶあの笑顔
(Harewataru hi mo ame no hi mo ukabu ano egao)
ไม่ว่าจะเป็นวันที่ฟ้าแจ่มใส หรือมืดฝน ก็ยังมีหน้าที่ยิ้มแย้มของทุกคน
 
想い出遠くあせても
(Omoide tooku asetemo)
แม้ตอนนี้ความทรงจำนั้นมันจะจางเลือนไปก็ตาม
 
おもかげ探して よみがえる日は 涙(ナダ)そうそう
(Omokage sagashite yomigaeru hi  ha nada sousou)
แต่เมื่อนึกถึงวันเล่านั้นขึ้นมาทีไร ก็ไม่อาจห้ามน้ำตาได้
 
一番星に祈る それが私のくせになり
(Ichiban hoshi ni inoru sorega watashi no kuseni nari)
ฉันเฝ้าขอพรจากดวงดาวทุกทีจนเป็นนิสัย
 
夕暮れに見上げる空 心いっぱいあなた探す
(Yugureni miageru sora kokoro ippai anata sagasu)
ฉันเฝ้ามองดูท้องฟ้ายามเย็น ด้วยหัวใจที่เรียกหา
 
悲しみにも 喜びにも 想うあの笑顔
(Kanashimi nimo yorokobi nimo omou ano egao)
ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ก็ยังคงมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มของทุกคน
 
あなたの場所から私が
(Anatano basho kara watashi ga)
ถ้าเธอเห็นฉันจากที่ตรงนั้น
 
見えたら きっといつか 会えると信じ 生きてゆく
(Mietara kitto itsuka aeruto shinji ikiteyuku)
แน่นอนฉันเชื่อว่าเราจะได้พบกันอีก
 
晴れ渡る日も 雨の日も 浮かぶあの笑顔
(Harewataru hi mo ame no hi mo ukabu ano egao)
ไม่ว่าจะเป็นวันที่ฟ้าแจ่มใส หรือมืดฝน ก็ยังมีหน้าที่ยิ้มแย้มของทุกคน

想い出遠くあせても
Omoide tooku asetemo)
แม้ตอนนี้ความทรงจำนั้นมันจะจางเลือนไปก็ตาม

さみしくて 恋しくて 君への想い 涙そうそう
(Samishikute koishikute kimi heno omoi nadasousou)
ทั้งเหงา ทั้งคิดถึง คิดถึงเธอจนห้ามน้ำตาไว้ไม่ไหว
 
会いたくて 会いたくて 君への想い 涙そうそう
(Aitakute aitakute kimi heno omoi nadasousou)
อยากพบเจอ คิดถึงเธอจนห้ามน้ำตาไว้ไม่ไหวเลยจริงๆ
 
Nadasousou (涙そうそう)เป็นเพลงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบทกลอนของ Ryouko Moriyama (森山良子)ซึ่งเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง ซึ่งเขียนเกี่ยวกับความคิดถึงต่อพี่ชายตัวเองที่เสียชีวิตไป โดยหลังจากนั้นหนึ่งในสมาชิกวง Begin ที่ชื่อ Torio ผู้ที่เป็นเพื่อนชาวโอกินาว่าของ Ryouko ได้นำมาใส่ทำนอง และให้ Rimi Natsukawa (夏川りみ) ซึ่งก็เป็นนักร้องจากเกาะโอกินาว่าเช่นกัน ร้องจนเป็นที่โด่งดังเมื่อไม่นานมานี้
คำว่า Nadasousou เป็นภาษาถิ่นโอกินาว่า ซึ่งแปลว่าน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมา ตรงกับภาษาญี่ปุ่นมาตราฐานว่า 涙がとめどなく流れる。ポロポロと流れる涙 (Namida ga  tomedonaku nagareru,poroporo to nagareru namida) ในเพลงเองนั้นยังได้มีทำนองของเครื่องสายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเกาะโอกินาว่าบรรเลงอยู่ด้วย
สามารถเข้าไปฟังทำนองได้ที่
หรือถ้าใครอยากฟังไว้เจอกันแล้วจะร้องไห้ฟัง...55
23 janvier

เรื่อยๆ ในหนึ่งวันทำงาน

รถไฟฟ้าบีทีเอสที่เข้ามาเทียบสถานีหมอชิต ร้องดังปี๊บๆๆๆๆ เตือนว่าประตูใกล้จะปิด แต่คนที่ขึ้นบันไดเลื่อนข้างหน้าเราก็ยังไม่เห็นจะรีบวิ่งขึ้นไปให้ทันสักที เฮ้อ..แล้วอย่างนี้ต้องรอไปอีกกี่นาทีหล่ะเนี่ยกว่าขบวนใหม่จะมา

เราออกอาการเซ็งเล็กน้อยเพราะต้องรีบไปทำธุระข้างนอกแถวสุขุมวิทก่อนที่มันจะมืดแล้วเจ้าของร้านที่เราจะไปหาจะปิดร้านเสียก่อน

ไม่มีทางทำอะไรนอกจากมองออกไปนอกตัวสถานีที่เป็นที่จอดรถ รถหลากหลายยี่ห้อทั้งเก่าใหม่เรียงกันเป็นตับ ดูมีระเบียบมาก แต่อีกใจหนึ่งก็คิดไปว่าขนาดมีรถเป็นของตัวเองยังไม่สามารถขับไปทำงาน ไปเที่ยว หรือไปรับแฟนได้เลย ต้องจอดทิ้งไว้แล้วขึ้นรถไฟฟ้าเอา โถ่..ก็อย่างนี้หล่ะนะ ถนนเมืองหลวง

รถไฟฟ้าเคลื่อนตัวมาได้ถึงอนุสาวรีย์ กลิ่นบางอย่างก็โชยเข้ามาในรถจนทำให้เราและคนอื่นๆต้องมองไปตามกลิ่นนั้น สายตาไปหยุดที่หนุ่มสาวนักศึกษาคู่หนึ่งที่ยืนอี๋อ๋อกันอย่างไม่แคร์สายตาคนอื่น ในมือของนศ.ชายคนนั้นถือถุงก๋วยจั๊บอยู่ถุงหนึ่ง อันนี้นี่เองที่เป็นต้นตอของกลิ่นนี้ เราเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่าการที่เอาของกินที่มีกลิ่นเข้ามาในรถไฟฟ้านั้นเป็นการรบกวนผู้อื่นหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆสองคนนั้นมันจับหัวลูบหลังจนเราคิดว่าก๋วยจั๊บถุงนั้นคงไม่จำเป็นต้องใส่น้ำตาลแล้วหล่ะ

เอ็มโพเรียมเป็นที่ๆแรกที่เราไปติดต่องาน และก็เป็นที่ประจำที่ต้องแวะเข้าห้องน้ำก่อนทุกที วันนี้วันศุกร์แท้ๆแต่เอ็มโพเรียมดูคนน้อยๆชอบกล อาจจะเพราะทุกคนไปเห่อของใหม่อย่างสยามพารากอนอยู่หรือเปล่า ตรงข้ามกับเอ็มโพเรียม เป็นย่านเจแปนทาวน์ที่ดูเหมือนทุกอย่างถูกยกมาจากญี่ปุ่นเสียหมด ใครเคยไปคงรู้ดี มีทั้งร้านอาหารญี่ปุ่นของแท้ให้เลือกทาน มีซุปเปอร์มาเก็ตสำหรับคนญี่ปุ่น ร้านหนังสือ หรือแม้แต่ร้านวิดีโอทั้งแบบเป็นรายการปกติหรือแบบพิเศษๆสำหรับหนุ่มๆ(หรือแก่ๆ)ญี่ปุ่นที่คิดถึงบ้านเกิดจะได้ไปเช่ามาดูได้ ถ้าไม่อยากไปเสียเงินให้กับน้องๆหนูๆแถวธนิยะ

เราต้องนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกต่อหนึ่งเพื่อไปอีกที่หนึ่งที่อยู่ลึกไปในซอยสุขุมวิท ถนนในซอยนี้ไม่ดีเอาเสียเลย เป็นหลุมเป็นบ่อ รถราก็มากเหลือเกืน พี่วินบอกเราว่าให้เอากระเป๋ากับของวางไว้ที่ตักเดี๋ยวไปชนกระจกเขาหัก...ฉันนึกในใจว่าอะไรมันจะขนาดนั้น แล้วเผลอพูดแบบไม่คิดออกไปว่า ถ้าชนหักจริงพี่ก็รีบบิดหนีเลยนะ...จนมาวันนี้ยังคิดว่าโชคยังดีที่ไม่โดนพี่วินคนนั้นถีบลงจากรถ...ในซอยแถบตั้งแต่สุขุมวิท 20กว่าๆ จนถึงซอยทองหล่อ จะเต็มไปด้วยคอนโดเศรษฐีที่ฝรั่งและญี่ปุ่นที่มาทำงานในเมืองไทยอาศัยกัน ห้องหนึ่งๆ ดูจากโบร์ชัวร์สำหรับคนญี่ปุ่นที่แจกมาตามสื่อต่างๆแล้วราคาไม่ต่ำกว่าห้องละ 4 หมื่นบาทได้ สำหรับค่าจ้างของญี่ปุ่นที่มาทำงานที่เมืองไทย ก็จะได้เท่ากับค่าจ้างที่อยู่ที่ญี่ปุ่น บวกกับค่าที่มาทำงานต่างประเทศอีก คงตกคนละไม่ต่ำกว่าแสน มันช่างเป็นรายได้ที่มหาศาลเหลือเกินเมื่อเทียบกับรายได้ต่อปีของชาวบ้านในแถบภาคอีสานที่เราเคยไปถามๆมาตอนไปทำงานที่อีสาน...แต่ก็อย่างว่าถ้าเขากลับไปประเทศของเขา ก็ถือว่าเป็นรายได้ธรรมดาๆ สำหรับ Salaryman คนหนึ่งเท่านั้นเอง

ทุ่มครึ่งแล้ว ข้าวเย็นยังไม่ได้กินเลย...และต้องเดินข้ามมาฝั่งเดียวกับเอ็มโพเรียมอีกครั้งเพื่อเอาของไปให้คนๆหนึ่งที่โรงแรมอืมพีเรียลควีนส์ปาร์คที่อยู่แถวสุขุมวิทซอย24

เราเพิ่งสังเกตเห็นว่าสุขุมวิทเป็นย่านที่เเปลกและน่าสนใจก็วันนี้เอง...เพราะสิ่งเล็กๆน้อยๆที่บางทีถ้ามากับเพื่อนหรือไม่ได้อยู่กับตัวเองอย่างนี้ก็อาจจะไม่เห็นว่าเป็นสิ่งแปลกหรือน่าสนใจอะไร

แม่บ้านคนไทยจูงเด็กญี่ปุ่นมาเดินเล่น  สาวอีสานพูดภาษาอีสานกับฝรั่งชวนให้เข้าบาร์ของตัวเอง  กองขยะเทศบาลที่หมาคุ้ยซะกระจายหน้าร้านอาหารอิตาเลี่ยนสุดหรู หรือเมื่อมองไปในสวนเบญจศิริ ก็เห็นผู้เฒ่าผู้แก่กำลังร่ายรำกระบี่กันอยู่ดูเพลินๆดี หรือแม้แต่เด็กขอทานตัวเล็กๆผอมๆ ใส่เสื้อผ้าสกปรกมอมแมมคนหนึ่ง ก็ยังพูด "อาริกาโต้" ออกมาเมื่อมีคนให้ตังค์ทั้งๆที่คนนั้นเป็นคนไทยแท้ๆ ....

ทุกสิ่งมีความแปลกและน่าสนใจในตัวเอง...

เราเดินออกมาจากปากซอยโรงแรมเรื่อยๆมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินตรงแยกอโศก เพื่อที่จะไปติดต่องานที่สุดท้ายที่สีลม...แต่ตอนนี้..ปวดขาเหลือเกิน..หิวด้วย..เดินไปก็เปลี่ยวๆ แสงไฟไม่ค่อยมี แอบนึกขึ้นมาเหมือนกันว่าถ้ามีใครสักคนมาเดินไปคุยไปเป็นเพื่อนก็คงดี..

สีลม..เมื่อบอกใครเขาว่ามาที่นี่ตอนค่ำๆ ทุกคนก็พลันต้องคิดว่ามาเที่ยวแน่ๆเลยใช่มั้ย..

สำหรับวันนี้ นอกจากจะเห็นเด็กๆหน้าตาใสๆแต่งตัวกันเนี้ยบมาเที่ยวกันโดยมีจุดประสงค์บางอย่าง หรือหนุ่มสาวออฟฟิสหาที่พักผ่อนหย่อนใจหลังเลิกงานแล้ว เรายังได้เห็นมนุษย์เสื้อเหลืองกลุ่มใหญ่อีกด้วย

ทำไมต้องเสื้อสีเหลือง..ยังไม่รู้เลย แต่เห็นเดินออกมาเป็นกลุ่มพร้อมทั้งคำสบถด่าผู้นำที่พ่นออกมาอย่างไม่เกรงใจคนที่อาจจะไม่ได้คิดแบบตนเอาเสียเลย..ทำให้รู้สึกหดหู่กับสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เอามากๆ

แต่เมื่อเดินเลยไปหน่อย เราเห็นม็อบอีกกลุ่มหนึ่งจับตัวกันเป็นแถวยาวมาก แต่ไม่ยักกะใส่เสื้อสีเหลืองแฮะ เราสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อแวกคิวที่ยาวเหยียดนั้นไปก็ได้พบเห็นต้นตอของผู้คนที่มาออกันจนได้..

กลิ่นขนมอบโชยมาเตะจมูกพร้อมสีหน้าอิ่มเอมใจของคนซื้อที่จะได้เอาขนมรสชาดดีจากต่างชาติไปฝากที่บ้าน เราไม่ได้สนใจขนมสักเท่าไหร่หรอก ที่น่าสนใจคือปรากฏการณ์เข้าคิวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยรอซื้อมากกว่า เพราะไม่เคยเห็นคนที่รอคิวกันเยอะๆ แถวยาวๆ ที่เมืองไทยมาก่อนจริงๆ นอกจากเคยเห็นที่ญี่ปุ่นที่เขาเข้าคิวรอกันประจำอยู่แล้ว และมีความอดทนมากในการรอไม่ว่าจะต้องรอนานแค่ไหน ถ้าอยากจะกินร้านนี้ก็จะไม่คิดเปลี่ยนใจ  

ข้าวเย็นวันนี้จบลงด้วย Fast food ที่ไม่ค่อยชอบนัก แต่ก็กินด้วยความหิวมากกว่า...

สำหรับงานวันนี้ ทุกอย่างจบลงด้วยความราบรื่น คนที่ไปติดต่อด้วยทุกคนก็น่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใสให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้เราได้รู้สึกดีๆอีกวันหนึ่งกับการทำงานวันนี้ อีกทั้ง พอออกมาข้างนอกที่ ก็จะได้อยู่กับตัวเอง มีอะไรให้คิดและตัดสินใจเองเยอะดี แล้วที่สำคัญได้เห็นผู้คน สิ่งรอบข้าง ที่มีอะไรมากกว่าออฟฟิสเล็กๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือกองเอกสารเสียบ้าง...ก็ดีเหมือนกันนะ...

 

Anuchat Khongma

Occupation
Lieu